วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

สวัดดีค่ะอาจารย์และเพื่อนๆ วันนี้ก็ได้มีโอกาสทำเว็บบล็อก ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ดิฉันเลือกการเดินทางไปเที่ยวภูกระดึงอันแสนงดงามและน่าจดจำไว้ มาเล่าสู่ให้ฟังค่ะ




ก่อนอื่นเราควรมารู้ประวัติความเป็นมาของภูกระดึงกันก่อน


ตามตำนานภูกระดึงนั้น มีเรื่องเล่าว่า มีพรานผู้หนึ่งตามล่ากระทิงโทน ขึ้นไปจนถึงบนยอดเขาลูกหนึ่งในเขตตำบลศรีฐาน ได้พบพื้นที่บนยอดเขาราบเรียบและกว้างใหญ่มากเป็นทุ่งหญ้าสลับกับป่าสน มีต้นไม้ขึ้นอยู่อย่างเรียงรายเป็นระเบียบ และยังเต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด เช่น ช้างป่า ฝูงกระทิง เก้ง กวาง ซึ่งหากินอยู่เป็นฝูง ๆ ไม่ตระหนกตื่นกลัวนายพราน เนื่องจากไม่เคยเห็นคนมาก่อน นับจากนั้นมา ภูกระดึงก็เริ่มเปิดตัวเองสู่สายตาชาวโลก

ภูกระดึงซึ่งธรรมชาติได้ปิดซ่อนเร้นมานานก็ถูกเปิดเผยให้มนุษย์รู้จักแต่ นั้นมาจากการเล่าลือกันมาแต่โบราณว่า มีผู้ได้ยินเสียงระฆังของพระอินทร์ที่อยู่บนเขานี้ดังนั้นจึงให้ชื่อว่า ภูกระดึง หรือ ภูกะดึง เพราะคำว่า “ภู” หมายถึง ภูเขา และ “กระดึง” มาจาก “กระดิ่ง” ภาษาพื้นเมืองจังหวัดเลยแปลว่า “ระฆังใหญ่”นอกจากนี้เมื่อขึ้นไปบนยอดเขาบางส่วนหากเดินหนักๆ หรือใช้ไม้กระทุ้งก็จะมีเสียงก้องคล้ายระฆัง ซึ่งเกิดจากโพรงข้างใต้ จึงได้รับขนานนามว่า “ภูกระดึง”

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ตั้งอยู่ที่อำเภอภูกระดึงในจังหวัดเลย เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศไทย
กระดึงมีธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวประทับใจหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ความสวยงามของการชมทิวทัศน์มาจากที่ราบสูง เช่น การชมพระอาทิตย์อัสดงที่ผาหล่มสัก, การสำรวจพรรณไม้นานาชนิด เช่น ไฟเดือนห้าที่แดงสด และดงป่าสนอันกว้างใหญ่, หรือธรรมชาติชนิดอื่น ๆ เช่น การชมน้ำตกที่น้ำตกขุนพอง เป็นต้น. ในช่วงวันหยุดยาว มักมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปพักผ่อนบนภูกระดึงราวหนึ่งหมื่นคน โดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มจะสามารถแบ่งการเที่ยวตามเวลาที่มีได้ เช่น หากมี 4 วันที่ภูกระดึง คือเดินทางขึ้น 1 วัน ท่องน้ำตก 1 วัน เลียบผา 1 วัน ลง 1 วัน หากมี 3 วันก็เดินทางขึ้น 1 วัน เที่ยว 1 วัน ลง 1 วัน โดยเลือกท่องเที่ยวได้ หากมีสุขภาพที่ดีพอก็สามารถเดินเที่ยวเส้นน้ำตกพร้อมกับเส้นหน้าผาได้ภายใน วันเดียว แต่จะไม่เหมาะกับผู้มีสุขภาพไม่ดีนัก


เริ่มต้นการเดินทาง






การเดินทางไปภูกระดึงก็แสนจะง่านได้ค่ะ เราเริ่มออกเดินทางวันที่ 28 พฤศจิกายน 2552จากกรุงเทพเวลาประมาณ3ทุ่มกว่า ไปซื้อตั่วที่หมอชิต กรุงเทพ-เมืองเลย (ขอแนะนำซื้อตั่วรถ ป1 ดีกว่าค่ะ) ตั่วราคาใบละ 260 บาท 260บาทเป็นรถ ป2 นะค่ะขอย้ำ ห่วยมาก แต่ถูกก็โอเคค่ะ นั่งรถ6-8 ช.ม ก็เอากันว่านั่งถึงก็เช้าพอดี







รถทัวร์จะมาจอดตรง ผานกเค้า ตอนนั้นก็ประมาณ 6 โมงเช้า บริเวณนั้นก็จะมีร้านค้าขาย พวกหมวก ผ้าผันคอ ถุงมือ เตรียมตัวที่จะขึ้นบนภูกระดึง




พูดถึงอากาศช่วงเช้าก็ยังไม่ถือว่าหนาว ข้างล่างยังไม่ทันขึ้นภูก็ไปประมาณ 10 องศา ค่ะ ตอนนั้นดิฉันเตรียมผ้าพันคอ หมวกหมี ถุงมือ แต่กางเกงขาสั้นอยู่เพราะว่าขี้เกียจเปลี่ยนยังไงต้องเดินขึ้นเขาอีกไกล จึงเลือกที่จะใส่กางเกงขาสั้นดีกว่า



ก่อนอื่นมาบอกเรื่องสิ่งที่ต้องเตรียม


1.เตรียมร่ายกายให้พร้อมเพราะเส้นทางเดินขึ้นเขาในช่วงแรกค่อนข้างชัน ใช้เวลานาน 6-7 ช.ม 2. เตรียมเงิน ด้านบนจะมีร้านค้าจำหน่ายของค่ะ ไม่มีตู้เอทีเอ็มนะค่ะสำคัญมาก และราคาของจะสูงหน่อยนะค่ะ เพราะเขาก็ต้องแบกขึ้นไปเหมือนกัน มีทั้งอาหาร เต็นท์ ของที่ระลึก (น้ำดื่มแพงมาก)
3. รองเท้าผ้าใบ สำคัญมากๆ
4. เสื้อกันหนาว เตรียมไว้นะค่ะด้านบนหนาวจริงๆ หมวกไหมพรม ด้านบนอากาศตอนกลางคืนค่อนข้างหนาว ตอนไปรู้สึกจะสัก 4 องศา คิดดูนะค่ะว่าจะหนาวขนาดไหน เอาไว้กันน้ำค้างตอนกลางคืนได้ ก่อนขึ้นภูก็มีจำหน่ายหรือจะไปหาซื้อบนภูก็ได้
5.ไฟฉายสำคัญมากค่ะ เพราะช่วงประมาณ 4 ทุ่มจะไม่มีไฟค่ะ

6.ยากันยุ่ง,ยาประจำตัว
7.เต็นท์ค่ะ ต้องใช้เต็นท์เท่านั้นไม่อย่างนั้นไม่ได้บรรยากาศ (สามารถเช่าได้ที่ภูกระดึงค่ะ แต่เต็นท์ละ 250/คืน ถุงนอน60/คืน ผ้าปูรองนอน 20/คืน ผ้าห่ม40/คืน )
8.กล้องถ่ายภาพห้ามลืมเด็ดขาด ข้างบนสวยมากๆ (แต่ดิฉันไม่มีกล้องต้องใช้กล้องโทรศัพท์)




เมื่อซื้อเครื่องแต่งกายเรียบร้อยแล้วเราก็นั่งรถโดยสารเป็นรถกระบะคันเล็กๆขึ้นไปจุดบริการนักท่องเที่ยว ค่าโดยสารประมาณคนละ 20 บาท




จากนั้นก็ทำเรื่องขอเช่าเต็นท์ ชั่งน้ำหนักสิ่งของเพื่อจ้างคบแบก ค่าจ้างคิดเป็น กิโลกรัม/15บาท ขอแนะนำควรจ้างแบกทุกสิ่งและเดินตัวเปล่า เพราะระยะทางไกลมากถ้าถือของอีกอาจจะทำให้ลำบากขึ้นมากกว่าเดิม



เมื่อเรียบร้อยแล้วก็เริ่มทำการเดินด้วยเท้า ก่อนขึ้นเข้าต้องเสียค่าตรงด่านตรวจก่อนเข้าคนละ 20 บาท จากนั้นก็เดินกันตามสบาย (การเดินขึ้นหรือลงภู ไม่สามารถเดินช่วงเวลาบ่าย 2 เพราะกว่าจะถึงที่พักก็มืดและอันตราย ทางภูจะมีเวลากำหนด)





ฉันกับเพื่อนเริ่มเดินขึ้นภูตั้งแต่เวลา 8 โมงเช้าถึง บ่าย2ครึ่ง ระยะทางขึ้นภู 9 กิโลเมตรความสูงระดับน้ำทะเล เป็นเส้นทางชันสูง



ภาพเส้นทางการขึ้นภูกระดึง


เดินขึ้นมาได้ 3ก.ม แล้วจุดพักเป็นกิโลแต่ละกิโลก็จะมีชื่อเรียกต่างๆ เช่น ซำแฮก ซำบอน ซำกกกอกฯลฯ หน้านี่ไม่ค่อยมีอารามณ์ยิ้มแล้ว เหนื่อยมากคิดถูกแล้วที่ใส่ขาสั้นมาแต่เสื้อควรเป็นเสื้อยืดดีกว่า ผมนี้ไม่เป็นทรงหน้ามันเยิ้มเกือบจะทอดไข่ได้เลยที่เดียว


จากนั้นก็เดินขึ้นมาถึงหลังแปต้องเดินไปที่พักอีก2 กิโล แต่เป็นทางเดินแนวตรงไม่ต้องป่ายปีน พอถึงที่พักสิ่งแรกก็คือนั่งและหาเต็นท์ว่างเข้าไปนอน ก็เตรียมของไปยืม ผ้านวม หมอน และก็พักกินข้าวกัน เหนื่อยมากๆเวลาตอนนั้นก็ประมาณบ่าย 3 โมงได้ ก็นอนพักเอาแรง


หลังจากนอนพักเสร็จแล้วก็ไปกินข้าว ช่วงนั้นก็ประมาณ 1-2 ทุ่ม แล้วนั่งจิบน้ำชากันกับพวกเพื่อน ก็เจอกวางตัวหนึ่งเดินออกมาหาอารายกินป้าคนขายของแถวนั้นบอกว่ากวางตัวนี้ชอบออกมาเล่น ยืนให้ถ่ายรูป พวกเราเลยตั้งชื่อกวางตัวนี้ว่าเจ้าเนยนม เพราะว่ามันกินขนมปังเนยนม555 อากาศตอนนั้น ประมาณ 7 องศา ก็เดินเล่นกันถึง 4 ทุ่มนั่งคุยกินอารายเรื่อยเปื่อยตอนนั้นอากาศก็ 4 องศา หนาวมากๆๆ รู้สึกดีได้หายใจอากาศที่เป็นธรรมชาติแถมอากาศเย็นได้ใจจริงๆ





เช้าอีกวันพวกเราก็ตื่น ตี 5 ครึ่ง เพื่อไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผานกแอ่น คนเยอะมากไม่ค่อยได้ภาพสวยๆเท่าไหร่









ทางเดินกลับเต็นท์ก็เดินกลับอีกทางเพื่อไปไหว้พระ เต็มไปด้วยผู้คนที่มากราบไหว้ แต่มีแค่เพียงพวงมาลัยที่เหี่ยวๆ ที่วางเรียงรายอยู่ เหมือนกับว่าคนที่มาเที่ยวไม่รู้ว่ามีรูปปั้นพระอยู่บนภูกระดึง ถามคนแถวนั้นแล้วก็บอกว่าก็มีแต่คนบนภูที่นำดอกไม้มากราบไหว้




กิจกรรมต่อไปก็คือการเดินเข้าไปในป่า เที่ยวน้ำตก เก็บใบเมเปิล ข้างในป่ามีน้ำตกหลายที่มากซึ่งพวกเราเดินกันไม่ไหว จึงเที่ยวได้แค่บางทีเท่านั้น ช่วงที่ไปนั้นเป็นเดือน พฤศจิกายน น้ำจะไม่มี ถ้าต้องการเห็นธรรมชาติที่สวยงามจริงๆต้องไปเดือนตุลาคม แต่พวกเราเลือกไปเดือนพฤศจิกายนเพราะไม่กล้าไปเสี่ยงกับทากดูดเลือด





ตอนเย็นเราก็ไปรอดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูกระยะทาง 2 กิโลเมตร ส่วนมากคนจะรีบเดินกันไปตั้งแต่บ่ายๆ ไปที่ผาหล่มสัก แต่พวกเราเลือกที่จะดูที่ผาหมากดูกดีกว่าเพราะการเดินทางไปผาหล่มสักนั้นระยะทาง 9 กิโลห่างจากที่พัก เดินไปไม่ไหว


จากนั้นฉันกับเพื่อนๆก็นอนรอพระอาทิตย์ตก เวลา 6โมง15 นาที ประทับใจมากสวยมาก แล้วตอนพระอาทิตย์เริ่มตกอากาศก็เริ่มเย็นเรื่อยๆ พอพระอาทิตย์ตกหมดปุ๊ปทุกคนต้องรีบเอาเสื้อมาใส่กัน เหมือนกับว่าอากาศมันเย็นทันที แปลกจัง



คลิปวีดีโอพระอาทิตย์ตก



จากที่ดูพระอาทิตย์ตกเสร๊จแล้วพวกเราก็เดินทางกลับถึงที่พัก ก็หาอะไรกิน แล้วเตรียมเก็บแรงไว้เดินกลับพรุ่งนี้เช้า เป็นวันที่น่าตื่นเต้นและประทับใจมาก ตอนเช้าก็เดินลงเขาอย่าง ชิวๆ เพราะการเดินลงกับเดินขึ้นต่างกัน เดินลงเร็วกว่าเยอะเลย สบายๆ







การเดินทางครั้งนี้อาจไม่ได้เดินทางแบบสวยหรูเท่าไหร่ ไม่ได้นั่งรถส่วนตัว นอนที่พักแพงๆ กินของขึ้นชื่อ ลงรถหาที่เที่ยวถ่ายรูปกลับ การเดินทางครั้งนี้มันสามารถบอกเราได้หลายๆอย่าง ว่าเราควรพยายามไปให้ถึงจุดหมาย ถ้าเราท้อหรือถ้อยเราก็จะไม่ประสบความสำเร็จ สิ่งที่เราได้คือมิตรภาพเพื่อนที่คอยช่วยเหลือเรา เมื่อต่างคนต่างเหนื่อยแล้วเราจะเห็นถึงภาพที่แท้จริงของคนๆนั้น การเดินทางครั้งนี้ดิฉันประทับใจมากจริงๆ ถ้าใครได้มีโอกาสได้ไปคุณจะรู้เอง เพราะมันบรรยายออกมาไม่ถูกจริงๆ


ขอฝากเรื่องทำกระเช้าขึ้นภูกระดึง

ไม่เห็นด้วยอย่างแรงถ้าทำกระเช้าขึ้นไปจริงๆแล้วต่อไปเสน่ห์ของการไปขึ้นภูกระดึงจะอยู่ตรงไหน? แล้วอีกหน่อยบนภูก็คงมีเซเว่นมีโฮมสเตย์หรูๆ มั่งค่ะ เป็นความคิดที่ไม่เข้าท่า

เข้าใจนะคะคนที่ขึ้นไม่ไหวแต่อยากไป แต่อยากให้คิดถึงธรรมชาติให้มากๆหน่อย ถ้าเดินขึ้นไม่ไหวการจะเดินไปชมที่ต่างๆบนภูกระดึงก็คงไม่ไหวอยู่แล้ว เพราแต่ละที่ไกลๆทั้งนั้นนี่ยังไม่คิดถึงผลกระทบด้านอื่นๆอีก อย่างว่านะคะมันมองได้หลายมุมแล้วคุณละ คิดว่าเห็นด้วยไหมกับที่เขาจะสร้างกระเช้าขึ้นไป