
ภูกระดึงซึ่งธรรมชาติได้ปิดซ่อนเร้นมานานก็ถูกเปิดเผยให้มนุษย์รู้จักแต่ นั้นมาจากการเล่าลือกันมาแต่โบราณว่า มีผู้ได้ยินเสียงระฆังของพระอินทร์ที่อยู่บนเขานี้ดังนั้นจึงให้ชื่อว่า ภูกระดึง หรือ ภูกะดึง เพราะคำว่า “ภู” หมายถึง ภูเขา และ “กระดึง” มาจาก “กระดิ่ง” ภาษาพื้นเมืองจังหวัดเลยแปลว่า “ระฆังใหญ่”นอกจากนี้เมื่อขึ้นไปบนยอดเขาบางส่วนหากเดินหนักๆ หรือใช้ไม้กระทุ้งก็จะมีเสียงก้องคล้ายระฆัง ซึ่งเกิดจากโพรงข้างใต้ จึงได้รับขนานนามว่า “ภูกระดึง”
ก่อนอื่นมาบอกเรื่องสิ่งที่ต้องเตรียม
4. เสื้อกันหนาว เตรียมไว้นะค่ะด้านบนหนาวจริงๆ หมวกไหมพรม ด้านบนอากาศตอนกลางคืนค่อนข้างหนาว ตอนไปรู้สึกจะสัก 4 องศา คิดดูนะค่ะว่าจะหนาวขนาดไหน เอาไว้กันน้ำค้างตอนกลางคืนได้ ก่อนขึ้นภูก็มีจำหน่ายหรือจะไปหาซื้อบนภูก็ได้
5.ไฟฉายสำคัญมากค่ะ เพราะช่วงประมาณ 4 ทุ่มจะไม่มีไฟค่ะ
6.ยากันยุ่ง,ยาประจำตัว
7.เต็นท์ค่ะ ต้องใช้เต็นท์เท่านั้นไม่อย่างนั้นไม่ได้บรรยากาศ (สามารถเช่าได้ที่ภูกระดึงค่ะ แต่เต็นท์ละ 250/คืน ถุงนอน60/คืน ผ้าปูรองนอน 20/คืน ผ้าห่ม40/คืน )
8.กล้องถ่ายภาพห้ามลืมเด็ดขาด ข้างบนสวยมากๆ (แต่ดิฉันไม่มีกล้องต้องใช้กล้องโทรศัพท์)

ฉันกับเพื่อนเริ่มเดินขึ้นภูตั้งแต่เวลา 8 โมงเช้าถึง บ่าย2ครึ่ง ระยะทางขึ้นภู 9 กิโลเมตรความสูงระดับน้ำทะเล เป็นเส้นทางชันสูง


เดินขึ้นมาได้ 3ก.ม แล้วจุดพักเป็นกิโลแต่ละกิโลก็จะมีชื่อเรียกต่างๆ เช่น ซำแฮก ซำบอน ซำกกกอกฯลฯ หน้านี่ไม่ค่อยมีอารามณ์ยิ้มแล้ว เหนื่อยมากคิดถูกแล้วที่ใส่ขาสั้นมาแต่เสื้อควรเป็นเสื้อยืดดีกว่า ผมนี้ไม่เป็นทรงหน้ามันเยิ้มเกือบจะทอดไข่ได้เลยที่เดียว
จากนั้นก็เดินขึ้นมาถึงหลังแปต้องเดินไปที่พักอีก2 กิโล แต่เป็นทางเดินแนวตรงไม่ต้องป่ายปีน พอถึงที่พักสิ่งแรกก็คือนั่งและหาเต็นท์ว่างเข้าไปนอน ก็เตรียมของไปยืม ผ้านวม หมอน และก็พักกินข้าวกัน เหนื่อยมากๆเวลาตอนนั้นก็ประมาณบ่าย 3 โมงได้ ก็นอนพักเอาแรง 
หลังจากนอนพักเสร็จแล้วก็ไปกินข้าว ช่วงนั้นก็ประมาณ 1-2 ทุ่ม แล้วนั่งจิบน้ำชากันกับพวกเพื่อน ก็เจอกวางตัวหนึ่งเดินออกมาหาอารายกินป้าคนขายของแถวนั้นบอกว่ากวางตัวนี้ชอบออกมาเล่น ยืนให้ถ่ายรูป พวกเราเลยตั้งชื่อกวางตัวนี้ว่าเจ้าเนยนม เพราะว่ามันกินขนมปังเนยนม555 อากาศตอนนั้น ประมาณ 7 องศา ก็เดินเล่นกันถึง 4 ทุ่มนั่งคุยกินอารายเรื่อยเปื่อยตอนนั้นอากาศก็ 4 องศา หนาวมากๆๆ รู้สึกดีได้หายใจอากาศที่เป็นธรรมชาติแถมอากาศเย็นได้ใจจริงๆ


เช้าอีกวันพวกเราก็ตื่น ตี 5 ครึ่ง เพื่อไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผานกแอ่น คนเยอะมากไม่ค่อยได้ภาพสวยๆเท่าไหร่


ทางเดินกลับเต็นท์ก็เดินกลับอีกทางเพื่อไปไหว้พระ เต็มไปด้วยผู้คนที่มากราบไหว้ แต่มีแค่เพียงพวงมาลัยที่เหี่ยวๆ ที่วางเรียงรายอยู่ เหมือนกับว่าคนที่มาเที่ยวไม่รู้ว่ามีรูปปั้นพระอยู่บนภูกระดึง ถามคนแถวนั้นแล้วก็บอกว่าก็มีแต่คนบนภูที่นำดอกไม้มากราบไหว้
กิจกรรมต่อไปก็คือการเดินเข้าไปในป่า เที่ยวน้ำตก เก็บใบเมเปิล ข้างในป่ามีน้ำตกหลายที่มากซึ่งพวกเราเดินกันไม่ไหว จึงเที่ยวได้แค่บางทีเท่านั้น ช่วงที่ไปนั้นเป็นเดือน พฤศจิกายน น้ำจะไม่มี ถ้าต้องการเห็นธรรมชาติที่สวยงามจริงๆต้องไปเดือนตุลาคม แต่พวกเราเลือกไปเดือนพฤศจิกายนเพราะไม่กล้าไปเสี่ยงกับทากดูดเลือด


ตอนเย็นเราก็ไปรอดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูกระยะทาง 2 กิโลเมตร ส่วนมากคนจะรีบเดินกันไปตั้งแต่บ่ายๆ ไปที่ผาหล่มสัก แต่พวกเราเลือกที่จะดูที่ผาหมากดูกดีกว่าเพราะการเดินทางไปผาหล่มสักนั้นระยะทาง 9 กิโลห่างจากที่พัก เดินไปไม่ไหว

จากนั้นฉันกับเพื่อนๆก็นอนรอพระอาทิตย์ตก เวลา 6โมง15 นาที ประทับใจมากสวยมาก แล้วตอนพระอาทิตย์เริ่มตกอากาศก็เริ่มเย็นเรื่อยๆ พอพระอาทิตย์ตกหมดปุ๊ปทุกคนต้องรีบเอาเสื้อมาใส่กัน เหมือนกับว่าอากาศมันเย็นทันที แปลกจังจากที่ดูพระอาทิตย์ตกเสร๊จแล้วพวกเราก็เดินทางกลับถึงที่พัก ก็หาอะไรกิน แล้วเตรียมเก็บแรงไว้เดินกลับพรุ่งนี้เช้า เป็นวันที่น่าตื่นเต้นและประทับใจมาก ตอนเช้าก็เดินลงเขาอย่าง ชิวๆ เพราะการเดินลงกับเดินขึ้นต่างกัน เดินลงเร็วกว่าเยอะเลย สบายๆ

การเดินทางครั้งนี้อาจไม่ได้เดินทางแบบสวยหรูเท่าไหร่ ไม่ได้นั่งรถส่วนตัว นอนที่พักแพงๆ กินของขึ้นชื่อ ลงรถหาที่เที่ยวถ่ายรูปกลับ การเดินทางครั้งนี้มันสามารถบอกเราได้หลายๆอย่าง ว่าเราควรพยายามไปให้ถึงจุดหมาย ถ้าเราท้อหรือถ้อยเราก็จะไม่ประสบความสำเร็จ สิ่งที่เราได้คือมิตรภาพเพื่อนที่คอยช่วยเหลือเรา เมื่อต่างคนต่างเหนื่อยแล้วเราจะเห็นถึงภาพที่แท้จริงของคนๆนั้น การเดินทางครั้งนี้ดิฉันประทับใจมากจริงๆ ถ้าใครได้มีโอกาสได้ไปคุณจะรู้เอง เพราะมันบรรยายออกมาไม่ถูกจริงๆ
ขอฝากเรื่องทำกระเช้าขึ้นภูกระดึง
ไม่เห็นด้วยอย่างแรงถ้าทำกระเช้าขึ้นไปจริงๆแล้วต่อไปเสน่ห์ของการไปขึ้นภูกระดึงจะอยู่ตรงไหน? แล้วอีกหน่อยบนภูก็คงมีเซเว่นมีโฮมสเตย์หรูๆ มั่งค่ะ เป็นความคิดที่ไม่เข้าท่า
เข้าใจนะคะคนที่ขึ้นไม่ไหวแต่อยากไป แต่อยากให้คิดถึงธรรมชาติให้มากๆหน่อย ถ้าเดินขึ้นไม่ไหวการจะเดินไปชมที่ต่างๆบนภูกระดึงก็คงไม่ไหวอยู่แล้ว เพราแต่ละที่ไกลๆทั้งนั้นนี่ยังไม่คิดถึงผลกระทบด้านอื่นๆอีก อย่างว่านะคะมันมองได้หลายมุมแล้วคุณละ คิดว่าเห็นด้วยไหมกับที่เขาจะสร้างกระเช้าขึ้นไป


